แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tumbone HOS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tumbone HOS แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ.2551


แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ.2551
โดยสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย
Thai Hypertension Society: Guidelines in the Treatment of Hypertension 2008
คำนิยาม
Hypertension (ความดันโลหิตสูง)

หมายถึงระดับความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท หรือมากกว่าซึ่งจะเป็นค่าบนหรือค่าล่างก็ได้
Isolated systolic hypertension

หมายถึงระดับความดันโลหิตตัวบน 140 มม.ปรอทหรือมากกว่า แต่ระดับความดันโลหิตตัวล่างต่ำกว่า 90 มม.ปรอท
สิ่งที่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ (รพ.ตำบล screen พบ HT ส่งพบแพทย์เริ่มยา)
ข้อแนะนำในการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ให้ตรวจเมื่อแรกพบผู้ป่วยและตรวจซ้ำปีละครั้ง หรืออาจส่งตรวจบ่อยขึ้นตามดุลยพินิจของแพทย์ หากพบความผิดปกติ
1. Fasting plasma glucose
2. Serum total cholesterol, HDL-C, LDL-C, triglyceride
3. Serum creatinine
4. Serum uric acid
5. Serum potassium (electrolye)
6. Estimated creatinine clearance

7. Hemoglobin และ hematocrit
8. Urinalysis (dipstick test และ urine sediment)
9. EKG

การใช้ยาลดความดันโลหิต
พิจารณาเริ่มใช้ยาลดความดันโลหิต ในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทันที เมื่อผู้ป่วยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น (แผนภูมิที่ 1)

เป้าหมายของการลดความดันโลหิต
1. ในผู้ป่วยทั่วไปให้ BP < size="4">ปรอท

ลักการใช้ยาลดความดันโลหิต
1. แพทย์สามารถเริ่มใช้ยาลดความดันโลหิตได้ทุกขนาน เนื่องจากผลดีเกิดจากการลดความดันโลหิตเป็นหลัก ยา 4 กลุ่มต่อไปนี้ เป็นยาที่นิยมใช้กันทั่วโลก และมีหลักฐานสนับสนุนถึงผลดีในระยะยาว
- Diuretics
- Calcium channel blockers (CCBs)
- Angiotensin converting enzyme inhibitors (ACE-inhibitors)
- Angiotensin receptor blockers (ARBs)


ไม่แนะนำให้ใช้ยา alpha-blockers เป็นยาขนานแรก ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากโตแต่สามารถใช้ยานี้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตกลุ่มข้างต้นดังกล่าวได้

beta-blockers ก็เช่นเดียวกันจะใช้เป็นยาขนานแรก ก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้เท่านั้น เช่น post-myocardial infarction หรือพวกที่มี tachyarrhythmia เป็นต้น

ส่วนยาลดความดันโลหิตอื่นๆ ที่ยังใช้อยู่ เช่น methyldopa, clonidine, reserpine สามารถใช้ได้เนื่องจากราคาถูกมีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตได้ดี แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงค่อนข้างมาก และมีการศึกษาดูผลในระยะยาวน้อย

2. การจะเริ่มใช้ยากลุ่มใดก่อน ปัจจุบันไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะต้องใช้ยาตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตให้ถึงเป้าหมาย และมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปใช้ยาที่เป็น fixed dose combination ในเม็ดเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้ครบตามแพทย์สั่ง
3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความดันโลหิตเริ่มต้นสูงกว่าค่าปกติ > 20/10 มม.ปรอท ให้เริ่มใช้ยาลดความดันโลหิต 2 ขนานได้ทันที
4. กลุ่มยาที่สามารถเสริมฤทธิ์กันได้เมื่อใช้ร่วมกันดังรูป


หมายเหตุ ยา 5 กลุ่มที่นิยมใช้เป็นยาเริ่มต้นและใช้ได้ในระยะยาว (ในกรอบ) ยาที่นิยมใช้ควบกันและเสริมฤทธิ์กัน (เส้นทึบ) ยาที่ใช้ร่วมกันน้อยเพราะไม่เสริมฤทธิ์กัน (เส้นประ) CCBs เฉพาะกลุ่ม dihydropyridine เท่านั้นที่ใช้ควบกับ b-blockers ได้
5. ยาบางกลุ่มมีผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับผู้ป่วยบางกลุ่ม
ในเรื่องของการลดอัตราการตายและทุพพลภาพ (ตารางที่ 4)


ตารางที่ 4 ยาลดความดันโลหิตที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ชัดเจน

หมายเหตุ ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ยา ACE inhibitors ได้ให้ใช้ angiotensin receptor blockers แทน

5. กลุ่มของยาลดความดันโลหิตต่างๆ มีฤทธิ์ข้างเคียงจำเพาะและมากน้อยต่างกัน และมีข้อห้ามหรือข้อควรระวังต่างกัน ซึ่งแพทย์สามารถเลือกใช้ได้ (ตารางที่


ความถี่ในการติดตามผู้ป่วยจะขึ้นกับระดับความดันโลหิตที่วัดได้ตอนเริ่มแรก (ตารางที่ 6)

ตารางที่ 6 ระยะเวลาในการติดตามผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของความดันโลหิต


การปรับลดขนาดหรือจำนวนยา



จะกระทำได้ต่อเมื่อสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยค่อยๆ ลดขนาดยาหรือถอนยาออกอย่างช้าๆ ซึ่งมักจะทำได้ในผู้ป่วยที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว บางรายอาจถอนยาได้หมด ซึ่งก็ควรติดตามผู้ป่วยนั้นต่อไปเนื่องจากความดันโลหิตอาจสูงขึ้นอีกในระยะเป็นเดือนหรือเป็นปีหลังหยุดยา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถคงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไว้

ข้อแนะนำในการทำให้ผู้ป่วยติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง



1. ให้สังเกตสิ่งบอกเหตุที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยจะไม่ติดตามการรักษาและรับประทานยาต่อเนื่อง
2. ตั้งเป้าหมายของการรักษา กล่าวคือลดระดับความดันโลหิตลงให้เป็นปกติ โดยให้เกิดฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์จากยาน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย
3. ติดต่อกับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาเยี่ยมบ้าน เป็นต้น
4. พยายามทำให้การดูแลผู้ป่วยไม่แพงและเรียบง่าย
5. ส่งเสริมการปรับพฤติกรรม
6. พยายามสอดแทรกการรับประทานยาเข้าไปในกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย
7. ให้พิจารณาใช้ชนิดของยาตามหลักเภสัชศาสตร์ ปัจจุบันนิยมให้ยาที่ออกฤทธิ์ยาว
8. ให้พิจารณาหยุดการรักษาที่ไม่ประสพผลสำเร็จและหาทางเลือกอื่น
9. ให้คำนึงถึงฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของยา โดยปรับชนิดของยาและให้ยาที่จะป้องกันหรือก่อให้เกิดฤทธิ์ไม่พึงประสงค์น้อยที่สุด
10. ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาที่มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์จนได้ขนาดยาที่เพียงพอเพื่อให้ได้ระดับความดันโลหิตเป้าหมาย
11. ส่งเสริมให้ผู้ป่วยและญาติมีทัศนคติที่ดีและความเข้าใจถูกต้องต่อการรักษาตลอดจนถึงความสำคัญที่จะต้องควบคุมให้ได้ถึงระดับความดันโลหิตเป้าหมาย
12. พิจารณาให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีแล้วมาช่วยในกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วย

เอกสารอ้างอิง



1. World Health Organization, International Society of Hypertension Writing Group. 2003 World Health Organization (WHO)/International Society of Hypertension (ISH) statement on management of hypertension. J Hypertens 2003;21:1983-1992.
2. The Task Force for the Management of Arterial Hypertension of the European Society of Hypertension (ESH) and of the European Society of Cardiology (ESC). 2007 Guidelines for the Management of Arterial Hypertension. J Hypertens 2007;25:1105-1187.
3. The JNC 7 Report. The Seventh Report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation and Treatment of High Blood Pressure. JAMA 2003;289:2560-2572.
4. Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation and Treatment of High Blood Pressure. The Sixth Report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation and Treatment of High Blood Pressure. Arch Intern Med 1997;157:2413-2446.

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รพ.ตำบล......หนทางที่ต้องเผชิญ


งานที่ควรจัดให้มี
1 จิดเวชชุมชน
2 ผู้สูงอายุ ผู้พิการ
3 ค้นหาผู้ป่วย loss f/u เยี่ยมบ้าน case chronic ยากไร้ เงินช่วยเหลือ
4 ผังเครือญาติ แผนที่เดินดิน
5 ที่ฝึกงานของนักเรียน สร้างจิตสำนึกให้นักเรียน รักบ้านเกิด ให้ค่าตอบแทนบ้าง
อ ส ม คัดกรอง เบาหวาน ความดัน
IT
Internet high speed
ก่อตั่ง โรงพยาบาลตำบล
เชิญแต่ละแห่งมาร่วมเปิด ร่วมสร้าง
นวัตกรรม
เครื่องมือประยุกต์ ใน chronic แคร่ เครื่องทำกายภาพบำบัด
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล

นำแนวความคิดของ อ.นพ.พงศ์พิชญ์ วงศ์มณี อ.เกษร วงศ์มณี จากแนวคิดโรงพยาบาลตำบลมาเป็นแม่แบบ
นำเป็นนโยบายการเมืองสู่การปฏิบัติ ถ้าใช้ชื่อโรงพยาบาลตำบลชาวบ้านจะนึกถึงสถานบริการต้องมีแพทย์ ทำให้กระทรวงเปลี่ยนแนวคิดเป็นโรงพยาบาลส่งเสิมสุขภาพระดับตำบลที่เน้นการทำงานส่งเสริมสุขภาพเป็นหลักภายใตการทำงานแบบสหวิชาชีพดูแลสุขภาพแบบการพึ่งตนเอง และครอบคลุม ทั้ง 4 มิติ กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ความเชื่อ และวัฒนธรรมประเพณี
แนวคิดการดำเนิงานคือการใช้บ้านคือเตียงนอนผู้ป่วย(Home Ward) ใช้เครื่องมือที่สำคัญคือ “เวชศาสตร์ครอบครัว”เป็นเข็มมุ่งทิศทำงาน สร้างศรัทธาและความไว้วางใจ สร้างสัมพันธ์ระหว่างทีมสุขภาพกับประชาชน เรียนรู้ชุมชนและ ศักยภาพของชุมชน เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม (patnership)จัดระบบบริการสุขภาพตนเอง โดยการลงขัน 2 บาท และเข้ามามีส่วนร่มบริหารจัดการกองทุนสุขภาพที่ร่วมลงขัน
ขั้นต้อนการทำงาน
1.สร้างแนวคิดกับแกนนำชุมชน ได้แก่ นายก อบต. กำนัน ผู้นำความคิดในชุมชนเพื่อขับเคลือน โดยการศึกษาดูงาน บรรยายจากผู้มีประสบการณ์
2. ประชาคมชาวบ้านประชาชนทุกหมู่บ้าน
3. ระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพ
4. พัฒนาศักยภาพสถานบริการ ด้านการบริการ ด้านกำลังคน ด้านอาคารสถานที่ เพื่อความเป็นเลิศไม่ว่าด้านบริการ ด้านชุมชน
5. บริหารจัดการภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล

นโยบาย

หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีพื้นที่รับผิดชอบใน
ระดับตำบล

-เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระัดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน
- พร้อมกับมีความสามารถในการให้บริการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพเพิ่มขึ้น
โดยเป็นเครือข่ายกับโรงพยาบาลชุมชน หรือ
โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และสามารถให้คำปรึกษา/ส่งต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง
จุดหมายปลายทาง (Destination)
ประชาชน
(มุมมองเชิงคุณค่า)
- ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง
- ชุมชนมีศักยภาพในการดูแลสุขภาพ ของประชาชนในชุมชนได้
- ประชาชนมีภาวะสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
กระบวนการ
(มุมมองเชิงบริหารจัดการ)
- มีองค์ความรู้นวัตกรรมเทคโนโลยี ที่ทันสมัย ตรงความต้องการของลูกค้า
- การถ่ายทอดองค์ความรู้ / เทคโนโลยี ที่มีมาตรฐานครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
- มีระบบสารสนเทศที่ทันสมัยเข้าถึงได้ง่าย
- มีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคีเครือข่าย
ภาคีเครือข่าย

(มุมมองเชิงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)
- ภาคีเครือข่ายให้การสนับสนุน การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่
- องค์กรท้องถิ่นเห็นความสำคัญ และ ให้การสนับสนุนทรัพยากรในการส่งเสริมสุขภาพต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง
- มีเครือข่ายการดำเนินงานในชุมชน
พื้นฐาน
(มุมมองเชิงการเรียนรู้ และพัฒนา)
- ฐานข้อมูลมีประสิทธิภาพ
- องค์กรมีสมรรถนะสูง


1. กระทรวงสาธารณสุขควรปรับกระบวนทัศน์ให้บุคลากรสาธารณสุขเข้าใจหลักการส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพได้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
2. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลประยุกต์ใช้แนวคิด และกระบวนการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเพื่อการพัฒนาคุณภาพบริการ

3. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จัดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพของ กลุ่มวัยต่าง ๆ เช่น คลินิกฝากครรภ์ คลินิกสุขภาพเด็กดี คลินิกวัยรุ่น คลินิก ไร้พุง คลินิกผู้สูงอายุ ควบคู่กับกิจกรรมพัฒนาชุมชน โดยชุมชนและท้องถิ่น มีส่วนร่วมพัฒนา จนเกิดมาตรการสังคมในชุมชน

4. โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อย่างเป็นเครือข่าย ทั้งด้านการให้คำปรึกษาและการส่งต่ออย่างเป็นระบบ
5. การจัดสรรทรัพยากรควรปรับปรุง ให้สอดคล้องกับความต้องการ ของแต่ละพื้นที่
บุคลากรมีศักยภาพเป็นมืออาชีพ
บริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
1.คลินิกฝากครรภ์
2. คลินิกเด็กดี และพัฒนาการเด็ก
3. คลินิกวัยรุ่น และให้คำปรึกษา
4. คลินิกวางแผนครอบครัว
5. คลินิกไร้พุง
6. คลินิกผู้สูงอายุ
7. การเยี่ยมบ้านหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ
8. อนามัยโรงเรียน
9. การทำแผนชุมชน กิจกรรมชุมชน พัฒนาชุมชน ชมรมสร้างสุขภาพ ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมเด็กไทยทำได้
ประชาชนได้อะไร
- ความครอบคลุม (coverage) ของบริการขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น
- การให้วัคซีน
- การฝากครรภ์ ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน
- คุณภาพชีวิต (Quality of life) ของประชาชนดีขึ้น
- อัตราทารกตาย และ แม่ตายลดลง
- การเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในระดับตำบลดีขึ้น
—ลดความแออัดของโรงพยาบาลแม่ข่ายลง
—จำนวนผู้ป่วย ข้ามจากตำบลมาโรงพยาบาลอำเภอ/จังหวัดลดลง
—การนอนโรงพยาบาลจากโรคแทรกซ้อนหรือโรคป้องกันได้ลดลง
- มีการค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อรังรายใหม่เพิ่มมากขึ้น
- ภาวะแทรกซ้อนโรคเรื้อรังลดลง
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมารับบริการจำนวนเพิ่มขึ้น (คน/ครั้ง)
- อัตราตายลดลง

Forward mail ดีดี

ค้นหาบล็อกนี้